เวลาเราดูโชว์ของวงดนตรีร็อกระดับโลก ภาพที่คุ้นตาที่สุดคือมือกีตาร์โซโล่ที่ยืนอยู่หน้าเวทีพร้อมลีลาสุดเร้าใจ แน่นอนว่าสำหรับ เอซี/ดีซี หลายคนมักจะมองไปที่ แองกัส ยัง เป็นหลัก แต่สำหรับคนที่เล่นดนตรีหรือติดตามวงนี้มานานจะรู้ดีว่า กาวใจที่เชื่อมทุกอย่างเข้าด้วยกันจนวงเดินหน้ามาได้ถึงทุกวันนี้ คือมือกีตาร์ริธึมหรือมือกีตาร์คอร์ดอย่าง มัลคอล์ม ยัง ผู้เป็นพี่ชายแท้ ๆ ของเขานั่นเอง

ความผูกพันของพี่น้องคู่นี้แน่นแฟ้นมากเสียจน แองกัส เคยให้สัมภาษณ์ไว้ด้วยความมั่นใจว่า มัลคอล์ม นั้นเป็นมือกีตาร์ที่เก่งกาจกว่ามือกีตาร์ระดับโลกอย่าง เอ็ดดี้ แวน เฮเลน เสียอีก ซึ่งคำพูดนี้ไม่ได้เป็นแค่การอวยกันเองในครอบครัว แต่มันสะท้อนถึงปรัชญาการเล่นดนตรีที่เขายึดถือมาตลอดชีวิต

ย้อนรอยช่วงเวลาแห่งความรุ่งโรจน์

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงปี 1986 ซึ่งเป็นยุคที่ เอซี/ดีซี กลายเป็นวงรุ่นเก๋าในอุตสาหกรรมดนตรีไปแล้ว พวกเขากำลังเดินสายโปรโมทอัลบั้มชุดที่ 10 อย่าง ฟลาย ออน เดอะ วอลล์ ในขณะเดียวกันฝั่งของ แวน เฮเลน เองก็กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญหลังจากได้ แซมมี่ เฮการ์ เข้ามาเป็นนักร้องนำแทน เดวิด ลี รอธ ในอัลบั้มที่ประสบความสำเร็จถล่มทลายอย่าง 5150

ในตอนนั้น แวน เฮเลน ถือเป็นหนึ่งในวงดนตรีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก และชื่อของ เอ็ดดี้ แวน เฮเลน ก็กลายเป็นสัญลักษณ์ของการเล่นกีตาร์แบบจัดเต็มหรือที่เรียกกันว่าการโซโล่แบบสับนิ้วที่รวดเร็วและหวือหวาที่สุด แต่สำหรับวงจากออสเตรเลียอย่าง เอซี/ดีซี พวกเขาเลือกที่จะเดินในเส้นทางที่ต่างออกไป แม้จะมีท่อนโซโล่และริฟฟ์กีตาร์ที่ดุดันไม่แพ้ใคร แต่ แองกัส ก็มองว่าเทคนิคที่หวือหวาของ เอ็ดดี้ นั้นอาจจะดูเกินความจำเป็นไปสักหน่อย

ปรัชญาดนตรีที่มากกว่าแค่ความเร็ว

แองกัส เล่าให้ฟังว่า มัลคอล์ม คือคนที่ทำให้เพลงของวงฟังดูเต็มแน่นและมีพลัง เขาบอกว่าการเล่นดนตรีกับพี่ชายตัวเองช่วยให้เขาไม่หลงระเริงไปกับชื่อเสียง เพราะมันทำให้เขายังติดดินอยู่เสมอ และแม้ว่ามัลคอล์มจะให้โอกาสเขาเป็นคนโซโล่หน้าเวทีอยู่เสมอ แต่เขาก็ยังยืนยันว่ามัลคอล์มคือมือกีตาร์ที่เก่งกว่าเอ็ดดี้อย่างชัดเจน

แองกัส ขยายความว่า เอ็ดดี้ อาจจะแม่นยำเรื่องสเกลหรือทฤษฎีดนตรี แต่เขากลับไม่รู้สึกสนุกกับการฟังมือกีตาร์สายเทคนิคที่พยายามยัดทุกโน้ตที่ตัวเองรู้ลงไปในเพลงเดียว สำหรับเขาแล้วการทำแบบนั้นมันเหมือนกับการซ้อมนิ้วที่บ้านมากกว่าจะเป็นการสร้างสรรค์ดนตรีที่สื่อสารกับคนฟัง หากใครอยากจะโชว์ว่าเล่นโน้ตได้เยอะแค่ไหนก็ควรทำที่บ้าน ไม่ใช่บนเวทีที่ต้องการอารมณ์ร่วมจากผู้ชม

จิตวิญญาณของบลูส์และหัวใจของดนตรี

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น แองกัส ยกตัวอย่างตำนานเพลงบลูส์อย่าง ชัค เบอร์รี่ และ บี.บี. คิง ขึ้นมาเปรียบเทียบ โดยมองว่าศิลปินเหล่านี้มีสิ่งที่เรียกว่า ความรู้สึก หรือ ฟีลลิ่ง ที่ยอดเยี่ยม พวกเขารู้ว่าควรจะเล่นโน้ตตัวไหนในจุดที่ถูกต้อง และที่สำคัญที่สุดคือพวกเขารู้ว่าตอนไหนควรจะหยุดเล่น

เขายังชื่นชม ชัค เบอร์รี่ ว่าเป็นคนที่เล่นดนตรีด้วยความสุข ไม่ว่าจะเป็นเพลงของตัวเองหรือของใครก็ตาม เขามักจะมีรอยยิ้มกว้างบนใบหน้าเสมอ ซึ่งนั่นคือหัวใจสำคัญที่แองกัสให้ค่ามากกว่าความแม่นยำทางเทคนิคเพียงอย่างเดียว

ในมุมมองของ แองกัส ยัง ไม่มีใครเทียบชั้นกับ มัลคอล์ม ยัง ได้เลย ซึ่งก็มีมือกีตาร์รุ่นหลังหลายคนเห็นด้วย เช่น จัสติน ฮอว์กินส์ จากวง เดอะ ดาร์กเนส ที่ยกให้มัลคอล์มเป็นมือกีตาร์ที่ถูกประเมินค่าต่ำเกินไปที่สุดในวงการร็อก หรือแม้แต่ แซทเชล จากวง สตีล แพนเธอร์ ก็ยังมองว่าอิทธิพลของมัลคอล์มนั้นส่งผลต่อมือกีตาร์ทั่วโลกมากกว่าศิลปินสายเทคนิคหลายคนเสียอีก แล้วคุณล่ะคิดว่าระหว่างความซับซ้อนทางเทคนิคกับความรู้สึกที่กินใจ อะไรคือสิ่งที่ทำให้มือกีตาร์คนหนึ่งกลายเป็นตำนานในใจคุณ?