ถ้าใครได้มีโอกาสแวะไปแถวชานเมืองเบอร์โน ในสาธารณรัฐเช็ก ที่นั่นมีหมู่บ้านเล็ก ๆ ชื่อว่า เวลเก เนมชิเซ ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงงานเก่าแก่ที่ดูภายนอกเหมือนโรงสีข้าวโบราณ แต่เชื่อไหมครับว่าเมื่อก้าวเท้าเข้าไปข้างใน คุณจะลืมภาพโรงงานผลิตเครื่องดนตรีแบบเดิม ๆ ที่มีแต่เลื่อยกับกาวไปได้เลย เพราะที่นี่คือฐานบัญชาการของ ฟูร์ช แบรนด์กีตาร์โปร่งที่กำลังเขย่าวงการด้วยการผสมผสานเทคโนโลยีสุดล้ำเข้ากับงานฝีมือได้อย่างน่าทึ่ง

ภายในโรงงานเราจะเห็นหุ่นยนต์ห้าแกนกำลังตัดข้อต่อคอกีตาร์ด้วยความแม่นยำระดับมิลลิเมตร ในขณะที่พื้นที่ส่วนอื่นมีการควบคุมความชื้นแบบละเอียดเพื่อรักษาคุณภาพไม้ให้ดีที่สุด ตั้งแต่ขั้นตอนการติดโครงสร้างภายในไปจนถึงการติดตั้งเหล็กขันคอที่ทนทานต่อสภาพอากาศ ปีเตอร์ ฟูร์ช ซีอีโอของบริษัทเล่าให้เราฟังด้วยแววตาที่เป็นประกายว่า เขาไม่ได้มองว่าตัวเองเป็นแค่ช่างทำกีตาร์ แต่เป็นวิศวกรที่ออกแบบเครื่องดนตรีให้ตอบโจทย์การใช้งานจริงมากที่สุด

เมื่อเทคโนโลยีจับมือกับงานฝีมือ

ปีเตอร์เชื่อมั่นในความสมดุลครับ เขาบอกว่างานไหนที่ต้องใช้ความละเอียดอ่อนและการตัดสินใจเชิงศิลปะ เช่น การติดขอบกีตาร์ เขายังคงให้มือคนเป็นคนทำ แต่ถ้าเป็นงานที่ต้องการความแม่นยำสูงและต้องทำซ้ำให้ได้มาตรฐานเป๊ะ ๆ ทุกตัว อย่างการตัดคอ หุ่นยนต์คือคำตอบที่ดีที่สุด เขาเปรียบเทียบง่าย ๆ เหมือนผู้จัดการทีมฟุตบอลที่ต้องเลือกผู้เล่นลงสนามให้ถูกตำแหน่ง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดสำหรับกีตาร์แต่ละตัว

ในขณะที่แบรนด์กีตาร์ระดับตำนานหลายแห่งมักจะติดกับดักของคำว่า ประวัติศาสตร์ และความขลังจนขยับตัวทำอะไรใหม่ ๆ ได้ยาก แต่สำหรับ ฟูร์ช ซึ่งเป็นแบรนด์ที่ยังสดใหม่ในตลาดโลก พวกเขาไม่มีข้อจำกัดนั้นเลย ทำให้พวกเขาสามารถมุ่งเน้นไปที่การสร้างนวัตกรรมแห่งอนาคตได้อย่างเต็มที่

กีตาร์ที่ใส่ใจทั้งเสียงและผู้เล่น

ปัจจุบันกีตาร์ของฟูร์ชแบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ คือกลุ่ม เพอร์ฟอร์แมนซ์ ที่มาพร้อมระบบรับเสียงคุณภาพเยี่ยมจาก แอลอาร์ แบ็กส์ และกลุ่ม ดีลักซ์ ที่เน้นประสบการณ์การเล่นแบบอะคูสติกแท้ ๆ พร้อมนวัตกรรมอย่าง บูสเตอร์ ซาวด์พอร์ต ซึ่งเป็นช่องเสียงพิเศษบริเวณด้านบนของกีตาร์ที่ช่วยส่งเสียงกลับมาให้ผู้เล่นได้ยินชัดขึ้น เหมือนมีลำโพงส่วนตัวอยู่ตรงหน้า

จุดเด่นอีกอย่างคือระบบแบ่งเกรดด้วยสีที่อาจจะดูงง ๆ ในตอนแรก แต่ถ้าเข้าใจแล้วจะร้องอ๋อ โดยเริ่มจากรุ่น ไวโอเล็ต ที่เป็นรุ่นเริ่มต้น ไล่ระดับความเทพขึ้นไปตามสีคือ บลู กรีน เยลโลว์ และไปจบที่รุ่นเรือธงอย่าง เรด ที่รวมเอาเทคโนโลยีดีที่สุดของแบรนด์ไว้ทั้งหมด

จิตวิญญาณแห่งการพัฒนา

สิ่งที่น่าทึ่งคือ กีตาร์ฟูร์ชทุกตัวไม่ว่าจะรุ่นถูกหรือแพง จะได้รับมาตรฐานการปรับแต่งไม้หน้าให้ได้การสั่นสะเทือนที่ดีที่สุด ซึ่งปกติเราจะเห็นในกีตาร์สั่งทำพิเศษเท่านั้น รวมถึงระบบ เบเวล ดูโอ ที่ช่วยให้พักแขนได้สบายขึ้นและมีการเว้าด้านหลังตัวกีตาร์เพื่อรับกับสรีระ ซึ่งถือเป็นมาตรฐานใหม่ที่แบรนด์นี้มอบให้ลูกค้าทุกคน

ตลอด 45 ปีที่ผ่านมา ปีเตอร์ย้ำเสมอว่า หัวใจสำคัญไม่ใช่การก๊อปปี้กีตาร์ของคนอื่น แต่คือการถามตัวเองว่าเราจะทำให้กีตาร์ดีขึ้นกว่าเดิมได้อย่างไร ทั้งในแง่ของความทนทาน การใช้งานที่สะดวก และที่สำคัญที่สุดคือเสียงที่กังวานใส เพราะสำหรับเขาแล้ว กีตาร์เปรียบเหมือนร่างกายที่ต้องสั่นสะเทือนเพื่อสร้างดนตรี ดังนั้นทุกองค์ประกอบจึงต้องได้รับการดูแลอย่างพิถีพิถันที่สุด

ในวันที่เทคโนโลยีเปิดประตูบานใหม่ให้เราได้เรียนรู้และทดลองอะไรแปลกใหม่ ปีเตอร์บอกว่านี่คือโอกาสทองที่ทำให้เขาสามารถสร้างสรรค์เครื่องดนตรีที่ตอบโจทย์คนยุคนี้ได้ดียิ่งขึ้นไปอีก แม้ของเก่าจะไม่ได้แย่ แต่ถ้าเราสามารถนำความรู้ใหม่มาบวกกับเทคโนโลยีเพื่อให้ได้เสียงที่ไพเราะขึ้น ทำไมเราถึงจะไม่ทำล่ะครับ

คุณคิดว่าการนำหุ่นยนต์ความแม่นยำสูงมาใช้ในงานฝีมือดั้งเดิมแบบนี้ จะทำให้เสน่ห์ของกีตาร์เปลี่ยนไป หรือมันคือวิวัฒนาการที่คนดนตรีควรเปิดรับกันแน่ครับ