เวลาที่เราพูดถึงมือกลองระดับแถวหน้าอย่าง สตีเฟน เพอร์กินส์ หลายคนคงคุ้นตากับสไตล์การตีที่รวดเร็วและเต็มไปด้วยลูกเล่นแพรวพราวจากผลงานในอดีต แต่เมื่อเขาเริ่มโปรเจกต์วง เดอะ พานิก แชนเนล เขากลับรู้สึกว่าอยากวางมือจากความซับซ้อนเหล่านั้น แล้วหันไปหาความหนักแน่นที่เป็นหัวใจสำคัญของดนตรีร็อกในยุคเจ็ดศูนย์แทน

เขาไม่ได้แค่เปลี่ยนสไตล์การตี แต่เขายกเครื่องใหม่หมดด้วยการเดินเข้าไปหา จอห์น กู๊ด แห่งค่ายกลองยักษ์ใหญ่อย่าง ดีดับเบิลยู เพื่อบอกความต้องการที่ชัดเจนว่า เขาอยากได้กลองที่ให้ความรู้สึกเหมือนย้อนกลับไปสู่ยุคทองของดนตรีร็อก ที่เน้นความกระแทกกระทั้นและพลังงานดิบ ๆ มากกว่าความรวดเร็วแบบที่เขาเคยทำมาตลอด

เมื่ออุปกรณ์กำหนดทิศทางดนตรี

การทำงานในวงใหม่นี้ สตีเฟนต้องการเพลงที่ฟังง่ายและเข้าถึงอารมณ์คนฟังได้ทันที ไม่ต้องมีท่อนโซโล่ที่ยืดเยื้อหรือการแจมดนตรีที่ยาวนานจนเกินไป เขาเชื่อว่าเพลงร็อกที่ดีควรสื่อสารจบได้ภายในเวลาประมาณสามนาที ซึ่งแนวคิดนี้ส่งผลโดยตรงต่อการเลือกใช้เครื่องดนตรี เพราะเมื่อเพลงเปลี่ยน ตัวกลองที่ใช้ก็ต้องเปลี่ยนตามไปด้วย

สำหรับชุดกลองที่เขาสั่งทำขึ้นในปี 2006 นั้นต้องบอกว่ามหึมาสมชื่อ โดยประกอบไปด้วยกลองทอมขนาดลึก 10, 13, 15 และ 18 นิ้ว เสริมด้วยกลองทอมขนาดเล็กหน้าเดียวอีกสองใบที่ให้เสียงคล้ายทิมบาเล เพื่อเพิ่มสีสันให้กับจังหวะ ส่วนฐานของเสียงที่หนักแน่นนั้นมาจากกระเดื่องสองขนาดคือ 20 และ 22 นิ้ว ซึ่งสตีเฟนนิยามกลองชุดนี้ไว้อย่างสั้น ๆ ว่า มันคือปืนใหญ่ดี ๆ นี่เอง

หัวใจสำคัญที่ซ่อนอยู่ในงานดีไซน์

ความพิเศษของชุดนี้ไม่ได้อยู่ที่ขนาดเพียงอย่างเดียว แต่ สตีเฟน และ จอห์น กู๊ด ได้เลือกใช้เปลือกกลองที่มีความบางเป็นพิเศษและไม่มีห่วงเสริมความแข็งแรง เพื่อให้กลองมีการตอบสนองต่อการตีที่รวดเร็วและกังวานในแบบที่เขารู้สึกได้จากกลองในยุคเจ็ดศูนย์ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้คือเครื่องดนตรีที่ทรงพลังและเปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณ

ในด้านรูปลักษณ์ สตีเฟนมีภาพในหัวที่ชัดเจนมาก เขาไม่ได้มองหาแรงบันดาลใจจากกลองชุดอื่น แต่เขามองไปที่กีตาร์ตัวเก่งของ จิมมี่ เพจ มือกีตาร์ระดับตำนานแห่งวง เลด เซพเพลิน เขาต้องการสีส้มซันเบิร์สต์อันเป็นเอกลักษณ์ของกีตาร์รุ่นนั้นมาอยู่บนตัวกลอง เพื่อให้ภาพลักษณ์ของมันดูดุดันและมีกล้ามเนื้อเหมือนกับเสียงที่มันถ่ายทอดออกมา

พลังที่เปลี่ยนวิธีเล่นไปตลอดกาล

เมื่อกลองชุดที่ทั้งใหญ่และดังขนาดนี้มาตั้งอยู่ตรงหน้า มันจึงไม่ใช่แค่เครื่องมือที่ใช้ตีตามโน้ตเพลง แต่มันเปลี่ยนวิธีที่ สตีเฟน สื่อสารกับดนตรีโดยสิ้นเชิง เขาบอกว่าเมื่อคุณนั่งอยู่หลังกลองที่มีขนาดใหญ่และมีพลังเสียงมหาศาล ร่างกายของคุณจะตอบสนองต่างออกไป มันทำให้เขาหันมาเน้นจังหวะแบ็กบีตที่หนักแน่นและลูกส่งกลองที่ทรงพลังในช่วงท้ายห้อง

สิ่งที่เขาต้องการคือพื้นที่ว่างในดนตรีและการเน้นน้ำหนักของเสียงในแต่ละจังหวะ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต่างจากสไตล์การตีแบบเดิม ๆ ที่เคยเต็มไปด้วยลูกเล่นทอมที่รวดเร็วและซับซ้อน การได้เล่นกลองที่ให้ความรู้สึกเหมือนได้รับแรงบันดาลใจจากมือกลองในตำนานอย่าง จอห์น บอนแฮม หรือ โคซี่ พาวเวลล์ ทำให้เขาสามารถดึงพลังงานแบบยุคคลาสสิกกลับมาอยู่ในกระแสเลือดได้อีกครั้ง

การสร้างสรรค์เครื่องดนตรีชิ้นนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเขียนเพลงที่สำคัญ เพราะขนาดและเสียงของกลองทำหน้าที่เป็นตัวกำหนดทิศทางของไอเดียที่เกิดขึ้นในหัวของมือกลองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากคุณเป็นมือกลอง คุณเคยรู้สึกไหมว่าการเปลี่ยนมาใช้ชุดกลองที่ต่างขนาดกันไปนั้น ส่งผลต่อไอเดียการสร้างสรรค์ลูกเล่นใหม่ ๆ ของคุณมากน้อยแค่ไหน?