ใครที่เป็นแฟนเพลงร็อกยุคเก้าศูนย์ต้องจำภาพความขัดแย้งที่ดุเดือดระหว่าง เลียม และ โนเอล กัลลาเกอร์ ได้ดี วันเวลาผ่านไปนานถึงสิบหกปีหลังจากที่วงแตกกระเจิงในคืนที่ปารีส วันนี้ภาพยนตร์สารคดีเรื่องใหม่ที่ชื่อว่า โอเอซิส: อย่ามองย้อนกลับไปในความโกรธ กำลังจะพาเราไปสำรวจการกลับมาที่โลกดนตรีเฝ้ารอคอย โดยฝีมือการกำกับของ สตีเฟน ไนท์ ผู้สร้างซีรีส์ชื่อดังอย่าง พีกี้ ไบลน์เดอร์ส

การเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของดนตรี แต่มันคือการคลี่คลายปมในใจของสองพี่น้องที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เลียมยังคงเป็นศิลปินที่มีสัญชาตญาณดิบและคาดเดาไม่ได้ ส่วนโนเอลยังคงความสุขุมและปากจัดตามสไตล์ แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจที่สุดคือความรักที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความตึงเครียดที่เคยเห็นกันจนชินตา เราจะได้เห็นโนเอลชื่นชมเลียมอย่างเปิดเผย โดยเฉพาะในทัวร์คอนเสิร์ตเมื่อปีที่ผ่านมาที่เขาถึงกับยกย่องว่าเลียมนั้นน่ารักและเป็นธรรมชาติที่สุด

เบื้องหลังความตึงเครียดสู่การคืนดี

ภาพยนตร์เรื่องนี้บันทึกเหตุการณ์ตั้งแต่ช่วงซ้อมดนตรีที่เต็มไปด้วยความกดดัน เราจะได้เห็นฉากที่เลียมเดินออกจากห้องซ้อมไปก่อนที่เพลง แชมเปญ ซูเปอร์โนวา จะจบลง ซึ่งเป็นภาพที่สะท้อนให้เห็นว่าการกลับมาครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย สารคดีเรื่องนี้ยังพาเราย้อนกลับไปดูเหตุการณ์ในปีสองพันเก้าที่วงต้องยุบไปอย่างกะทันหัน ซึ่งเป็นความทรงจำที่โนเอลนิยามว่ามันเป็นเรื่องที่น่าอับอาย

ผู้กำกับ สตีเฟน ไนท์ ร่วมด้วย ดีแลน ซาเทิร์น และ วิล เลิฟเลซ ได้รับโอกาสพิเศษในการเข้าถึงตัวพี่น้องคู่นี้อย่างใกล้ชิด ทำให้เราได้ยินคำบอกเล่าจากปากของพวกเขาเองเกี่ยวกับความรู้สึกที่เปลี่ยนไป โนเอลยอมรับว่าในคืนเปิดการแสดงที่คาร์ดิฟฟ์ เขาแทบจะต้องขอเวลาออกไปสูดหายใจเพราะตื่นเต้นกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้า ส่วนเลียมก็พิสูจน์ตัวเองด้วยการเลิกดื่มและเลิกสูบบุหรี่เพื่อรักษาเสียงร้องให้สมบูรณ์ที่สุดสำหรับแฟนเพลง

มุมมองจากแฟนเพลงทั่วโลก

ภาพยนตร์ไม่ได้โฟกัสแค่ตัวศิลปิน แต่ยังถ่ายทอดพลังของแฟนเพลงที่ผูกพันกับวงนี้อย่างเหนียวแน่น ตั้งแต่แฟนคลับชาวบราซิลที่ตั้งชื่อสุนัขตามชื่อสมาชิกในวง ไปจนถึงนักวิจัยใต้ทะเลในโซล หรือผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ระเบิดที่แมนเชสเตอร์ อารีน่า ที่เพลง อย่ามองย้อนกลับไปในความโกรธ กลายเป็นดั่งบทเพลงแห่งการเยียวยาและรวมใจผู้คน

ความตื่นเต้นของผู้ชมถูกถ่ายทอดออกมาอย่างสมจริง ทั้งเสียงร้องไห้ด้วยความตื้นตันใจ และความคลั่งไคล้ของแฟนเพลงที่ยอมทำทุกอย่างเพื่อที่จะได้ยืนอยู่หน้าเวที สารคดีเรื่องนี้ไม่ได้มีแค่ช่วงที่ซึ้งกินใจเท่านั้น แต่ยังสอดแทรกอารมณ์ขันที่ทำให้เราต้องหัวเราะออกมาอย่างไม่รู้ตัว กับบทสัมภาษณ์แฟนคลับที่เปรียบเทียบการแตกวงของโอเอซิสว่าเหมือนการสูญเสียลูก แต่กลับเปลี่ยนอารมณ์มาโชว์เสื้อตัวใหม่ได้อย่างรวดเร็ว

บทสรุปของครอบครัวกัลลาเกอร์

หนึ่งในฉากที่สะเทือนอารมณ์ที่สุดคือการที่ลูกๆ ของทั้งคู่ได้มาพบเจอกัน หลังจากที่คนรุ่นลูกต้องเติบโตมาพร้อมกับตำนานความขัดแย้งของพ่อและอามานานหลายทศวรรษ ฉากนี้เปรียบเสมือนการเริ่มต้นเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของครอบครัวกัลลาเกอร์ ที่ความรักและความเข้าใจกำลังจะเข้ามาแทนที่ความบาดหมางในอดีต

ภาพยนตร์เรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่สารคดีดนตรีทั่วไป แต่เป็นบันทึกการเดินทางของมนุษย์สองคนที่เคยเป็นคู่ขนาน แต่กลับมาบรรจบกันได้อีกครั้งท่ามกลางเสียงเพลงที่ก้องกังวานไปทั่วโลก คุณคิดว่าการกลับมาของตำนานที่เคยแตกหักในครั้งนี้ จะเป็นบทเรียนสำคัญให้กับวงการดนตรีและแฟนเพลงที่เติบโตมากับพวกเขาอย่างไรบ้าง