เวลาที่เราพูดถึงศิลปินที่เพิ่งมีอัลบั้มฮิตระดับปรากฏการณ์ ความกดดันมักจะตกไปอยู่ที่งานชิ้นถัดไปเสมอครับ ในช่วงยุค 70 การทำอัลบั้มต่อเนื่องออกมาให้ทันกระแสเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก เพราะแฟนเพลงต่างคาดหวังว่าจะได้ฟังอะไรที่คุ้นเคย แต่ในขณะเดียวกัน ศิลปินเองก็มักจะอยากลองทำอะไรใหม่ๆ เพื่อพิสูจน์ฝีมือตัวเองให้ก้าวไปอีกขั้น
บิลลี่ โจเอล เองก็เผชิญกับโจทย์นี้เช่นกัน หลังจากที่เขาประสบความสำเร็จอย่างมหาศาลจากอัลบั้มที่ชื่อว่า เดอะ สเตรนเจอร์ ในปี 1977 เขาจึงต้องตัดสินใจว่าจะเดินตามรอยเดิมที่ทำให้เขาโด่งดัง หรือจะลองเสี่ยงขยับขยายแนวดนตรีไปในทิศทางที่เขารัก ซึ่งสุดท้ายเขาก็เลือกที่จะทำทั้งสองอย่างไปพร้อมกันในอัลบั้มที่ชื่อว่า ฟิฟตี้ เซคเคินด์ สตรีท ในปี 1978
จุดเปลี่ยนจากงานเพลงสู่การทดลองทางดนตรี
ก่อนที่เขาจะมาถึงจุดนี้ บิลลี่ โจเอล ต้องผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากมานานกว่า 15 ปีครับ หลายคนอาจจำได้แค่เพลงฮิตอย่าง ไพียโน แมน แต่จริงๆ แล้วเขาสู้ชีวิตมาตลอดกว่าจะสร้างฐานแฟนคลับได้มั่นคง การร่วมงานกับโปรดิวเซอร์มือทองอย่าง ฟิล ราโมน ในอัลบั้ม เดอะ สเตรนเจอร์ คือจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะฟิลสามารถดึงศักยภาพของบิลลี่ออกมาได้เต็มที่ โดยยังคงความเป็นตัวตนของเขาไว้ได้โดยไม่ทิ้งความนิยมจากคนฟัง
แต่เมื่อความสำเร็จมาถึงแบบก้าวกระโดด โจทย์ใหม่จึงกลายเป็นเรื่องของความคาดหวัง บิลลี่ โจเอล เป็นศิลปินที่หูไวต่อกระแสดนตรีรอบตัวเสมอ ในช่วงปลายยุค 70 วงดนตรีที่มีการเรียบเรียงดนตรีแบบซับซ้อนและมีกลิ่นอายของแจ๊สเข้ามาผสมเริ่มได้รับความนิยมสูงขึ้นมาก ซึ่งบิลลี่เองก็เป็นคนที่หลงใหลในดนตรีแจ๊สอยู่แล้ว เขาจึงมองว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะนำอิทธิพลเหล่านั้นเข้ามาใส่ในงานเพลงของเขา
การผสมผสานที่ลงตัวในสตูดิโอ
ในอัลบั้ม ฟิฟตี้ เซคเคินด์ สตรีท เราจึงได้เห็นการทำงานที่ผสมผสานระหว่างวงดนตรีประจำของเขา กับการดึงตัวนักดนตรีอาชีพและมือปืนรับจ้างจากสตูดิโอเข้ามาเสริมทัพในบางเพลง เพื่อให้ได้ซาวด์ที่เขาต้องการอย่างแท้จริง แม้แต่ชื่ออัลบั้มเองก็ยังสื่อถึงสถานที่ตั้งของสตูดิโอที่เขาใช้บันทึกเสียง ซึ่งก็คือถนนสาย 52 ในนิวยอร์ก ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งรวมตัวของคนรักดนตรีแจ๊สในสมัยนั้น
บนหน้าปกอัลบั้ม เราจะเห็นภาพบิลลี่ถือทรัมเป็ต ซึ่งเป็นการตอกย้ำให้ชัดเจนว่างานชุดนี้เขามีความตั้งใจที่จะใส่จิตวิญญาณของแจ๊สเข้าไปจริงๆ หากลองฟังดูดีๆ อัลบั้มนี้เหมือนเป็นเหรียญสองด้าน ด้านหนึ่งคือเพลงฮิตสไตล์ป๊อปร็อกที่ฟังง่ายและคุ้นหูไม่ต่างจากงานชุดก่อนหน้า เช่นเพลง บิ๊ก ช็อต ที่มีความดุดัน หรือเพลง ฮอนเนสตี้ ที่เป็นบัลลาดเปียโนสุดซึ้ง และเพลง มาย ไลฟ์ ที่มีความเป็นป๊อปที่ลึกซึ้ง
เจาะลึกรายละเอียดงานโปรดักชั่น
เมื่อเราเจาะลึกลงไปในเพลงอื่นๆ เราจะพบกับความสนุกในการทดลองทางดนตรีของเขาอย่างชัดเจน อย่างเพลง โรซาลินดาส์ อายส์ ที่มีจังหวะละตินและเสียงมาริมบาที่โดดเด่น หรือเพลง แซนซิสบาร์ ที่ได้นักดนตรีแจ๊สระดับตำนานอย่าง เฟรดดี้ ฮับบาร์ด มาเป่าทรัมเป็ตให้ รวมถึงเพลง สติเลตโต ที่มีการโต้ตอบกันระหว่างเสียงเปียโนที่มีจังหวะกวนๆ ของบิลลี่ กับเสียงแซกโซโฟนที่มีบรรยากาศลึกลับของ ริชชี่ คันนาตา
แม้ว่าตัวอัลบั้ม ฟิฟตี้ เซคเคินด์ สตรีท อาจจะดูมีความหลากหลายจนเกือบจะขาดความเป็นหนึ่งเดียวกันไปบ้างในแง่ของอารมณ์เพลงเมื่อเทียบกับงานชุดก่อนๆ แต่นี่คือสิ่งที่ตอบโจทย์ที่สุดในตอนนั้น มันคือโอกาสที่ทำให้บิลลี่ได้กางปีกทางดนตรีอย่างเต็มที่ โดยที่ยังคงรักษาฐานแฟนคลับที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วเอาไว้ได้พร้อมกัน
หากคุณเป็นนักดนตรีหรือคนที่คลุกคลีอยู่กับการทำเพลง คุณคิดว่าการที่ศิลปินเลือกจะผสมผสานแนวเพลงที่ตัวเองชอบเข้ากับแนวทางที่ตลาดต้องการแบบนี้ เป็นทางออกที่ดีที่สุดในการรักษาความสดใหม่ของผลงานในระยะยาวหรือไม่
ที่มา: American Songwriter