ลองหลับตาแล้วนึกถึงบรรยากาศในช่วงปลายทศวรรษแปดศูนย์ดูสิครับ ช่วงเวลานั้นดนตรีร็อกกำลังผลัดใบเข้าสู่ยุคใหม่ แต่ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงกลับมีบทเพลงซอฟต์ร็อกระดับขึ้นหิ้งหลายเพลงที่ถูกปล่อยออกมาและกลายเป็นอมตะจนถึงทุกวันนี้ หลายคนอาจจะโตมาพร้อมกับเสียงดนตรีเหล่านี้ที่เปิดคลอในวิทยุหรือตามร้านรวงต่างๆ ซึ่งวันนี้เราจะพาทุกคนไปรื้อฟื้นความหลังกับสามบทเพลงที่ใครหลายคนยังคงร้องตามได้แม่นยำแม้เวลาจะล่วงเลยมากว่าสามทศวรรษแล้วก็ตาม
ดนตรีที่ไม่มีวันตาย
เพลงแรกที่เราต้องพูดถึงคือ ดิ เอ็นด์ ออฟ ดิ อินโนเซนซ์ ของ ดอน เฮนลีย์ ซึ่งเป็นเพลงไตเติลแทร็กหรือเพลงชื่อเดียวกับอัลบั้มเดี่ยวชุดที่สามของเขา เพลงนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ความสำเร็จในเชิงพาณิชย์ที่ขึ้นไปแตะอันดับหนึ่งเท่านั้น แต่ยังเป็นผลงานการประพันธ์ที่ ดอน เฮนลีย์ ร่วมมือกับ บรูซ ฮอร์นสบี นักเปียโนฝีมือฉกาจที่มาบรรเลงเปียโนให้ในเพลงนี้ด้วยตัวเอง
เนื้อหาของเพลงถ่ายทอดความรู้สึกของการสูญเสียความไร้เดียงสาไปตามกาลเวลาได้อย่างลึกซึ้ง ผ่านท่อนที่บอกว่าให้เราลองวางศีรษะลงบนพื้นแล้วปล่อยให้เส้นผมสยายออกไป เพื่อเผชิญหน้ากับความจริงที่ว่าจุดจบของความไร้เดียงสาได้มาถึงแล้ว ความเรียบง่ายของเปียโนบวกกับเสียงร้องที่เต็มไปด้วยอารมณ์ทำให้เพลงนี้ยังคงถูกนำไปแสดงสดในคอนเสิร์ตของ บรูซ ฮอร์นสบี อยู่บ่อยครั้งจนกลายเป็นลายเซ็นที่แฟนเพลงรัก
พลังแห่งคู่หูและบทเพลงรัก
ขยับมาที่เพลงต่อมากับ อาฟเตอร์ ออล ผลงานการจับคู่กันของตัวแม่แห่งวงการเพลงอย่าง เชอร์ และนักร้องหนุ่มเสียงนุ่ม ปีเตอร์ ซีเทรา เพลงนี้เป็นส่วนหนึ่งของอัลบั้มชุด ฮาร์ท ออฟ สโตน ของเชอร์ และยังได้ไปปรากฏอยู่ในเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง แชนซ์ อาร์ ในปีหนึ่งเก้าแปดเก้าอีกด้วย
เพลงนี้เขียนขึ้นโดย ดีน พิตช์ฟอร์ด และ ทอม สโนว์ ซึ่งถ่ายทอดเรื่องราวของคนสองคนที่เหมือนถูกลิขิตมาให้คู่กัน ท่ามกลางอุปสรรคมากมายที่ผ่านพ้นมา สุดท้ายทุกอย่างก็นำพาให้ทั้งคู่มาพบกันและครองรักกันตลอดไป ความไพเราะของบทเพลงนี้ยังส่งผลให้เชอร์มีแรงส่งไปถึงเพลงดังอย่าง อิฟ ไอ คูด เทิร์น แบ็ก ไทม์ ที่อยู่ในอัลบั้มเดียวกัน ซึ่งเพลงนั้นกลายเป็นเพลงอันดับหนึ่งเพลงสุดท้ายของเธอในรอบเก้าปีก่อนที่เธอจะกลับมาทวงบัลลังก์ได้อีกครั้งในปีหนึ่งเก้าเก้าแปดกับเพลง บีลีฟ
มากกว่าแค่เพลงรัก
สุดท้ายจะไม่พูดถึงเพลงนี้ไม่ได้เลยกับ อนาเธอร์ เดย์ อิน พาราไดซ์ ของ ฟิล คอลลินส์ แม้จะเป็นเพลงแนวซอฟต์ร็อกที่ฟังดูละมุนหู แต่เนื้อหาข้างในกลับหนักแน่นและสะท้อนสังคมอย่างรุนแรง เพลงนี้รวมอยู่ในอัลบั้มเดี่ยวชุดที่สี่ของเขาที่มีชื่อว่า บัต ซีเรียสลีย์ ซึ่ง ฟิล คอลลินส์ เป็นคนจรดปากกาเขียนด้วยตัวเอง
เพลงนี้ไม่ได้พูดถึงความรักแบบหนุ่มสาว แต่เป็นเรื่องราวของหญิงสาวที่เรียกหาผู้ชายบนท้องถนนที่มองเห็นว่าเธอผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก เธอมีบาดแผลที่ฝ่าเท้าจนเดินแทบไม่ไหวแต่ก็ยังพยายามก้าวเดินต่อไป ฟิล คอลลินส์ เขียนเพลงนี้ขึ้นจากประสบการณ์ตรงที่เขาได้พบเห็นคนไร้บ้านทั่วโลก โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่เขาไปแสดงคอนเสิร์ตในกรุงวอชิงตัน ดีซี
มุมมองที่โลกต้องหันมามอง
ฟิล คอลลินส์ เล่าเหตุการณ์ในตอนนั้นว่าเมืองแทบจะเป็นอัมพาตและเขาได้เห็นผู้คนพยายามนอนบนตะแกรงระบายอากาศเพื่อหาไออุ่นจากความร้อนที่พุ่งขึ้นมา ทั้งที่จุดนั้นอยู่ภายใต้เงาของอาคารรัฐสภาสหรัฐฯ เขาบอกว่ามันเป็นความย้อนแย้งที่รุนแรงและน่าเศร้ามากจนเขารู้สึกว่าต้องเขียนถึงมันออกมาเป็นบทเพลง เพื่อเตือนให้ทุกคนลองคิดดูใหม่ว่านี่หรือคือสวรรค์ที่เราอาศัยอยู่ร่วมกัน
เพลงนี้ถือเป็นเพลงอันดับหนึ่งเพลงสุดท้ายในอาชีพศิลปินของ ฟิล คอลลินส์ แต่ความหมายของมันยังคงทำงานกับความรู้สึกของผู้ฟังมาจนถึงทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นความเศร้าของ ดอน เฮนลีย์ ความโรแมนติกของ เชอร์ หรือความห่วงใยเพื่อนมนุษย์ของ ฟิล คอลลินส์ ทั้งสามเพลงนี้คือหลักฐานสำคัญที่พิสูจน์ว่าดนตรีในปีหนึ่งเก้าแปดเก้ามีพลังมากแค่ไหน แล้วสำหรับคุณล่ะครับ มีเพลงไหนจากปีนั้นที่ยังคงวนเวียนอยู่ในเพลย์ลิสต์โปรดของคุณจนถึงตอนนี้บ้าง
ที่มา: American Songwriter