ในโลกของมือกลองระดับตำนาน ช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นที่สุดมักไม่ใช่ตอนที่ทุกอย่างราบรื่น แต่เป็นตอนที่ศิลปินต้องตัดสินใจว่าจะก้าวต่อไปอย่างไรหลังจากความสำเร็จครั้งใหญ่จบลง เช่นเดียวกับ สตีเฟน เพอร์กินส์ ที่หลังจากยุคสมัยของ เจนส์ แอดดิกชัน ปิดฉากลง เขาพบว่าตัวเองยืนอยู่บนทางแยกที่น่าสนใจ เขาไม่ได้มองหาการทำซ้ำในสิ่งที่เคยทำมา แต่เขากำลังมองหาเสียงใหม่เพื่อถ่ายทอดตัวตนในวงดนตรีใหม่อย่าง พอร์โน ฟอร์ ไพโรส์

เขาไม่ได้เริ่มต้นด้วยการเคาะจังหวะลงบนกลองชุดเดิม ๆ แต่เขาเริ่มจากการตั้งคำถามกับเครื่องดนตรีที่เขากำลังจะใช้ สตีเฟน เล่าให้ฟังว่าเขาเดินไปหา จอห์น กู๊ด แห่งค่ายกลองชื่อดังอย่าง ดีดับเบิลยู ด้วยโจทย์ที่เฉพาะเจาะจงมาก นั่นคือการเปลี่ยนเสียงกลองของเขาด้วยการเปลี่ยนเครื่องมือที่เขาใช้ตี นี่ไม่ใช่แค่การซื้อกลองใหม่ แต่เป็นการสร้างสรรค์นวัตกรรมทางดนตรีที่กลายเป็นจุดกำเนิดของกลองชุดที่มีเอกลักษณ์ที่สุดชิ้นหนึ่งในคอลเลกชันของเขา

เสียงดนตรีที่เกิดจากจังหวะของหัวใจ

จุดเริ่มต้นของวงดนตรีนี้ไม่ได้อยู่ในห้องซ้อมที่มีกลองชุดวางอยู่ครบวงจร แต่มันเริ่มจากการที่ สตีเฟน นั่งเล่นบองโก้ระหว่างขาพร้อมกับเสียงกีตาร์โปร่งที่ริมชายหาด จังหวะและภาษาทางดนตรีที่มือของเขาสัมผัสในตอนนั้นเองที่เขาอยากจะเก็บรักษาไว้ เมื่อต้องนำไอเดียเหล่านั้นมาใส่ในกลองชุด เขาจึงไม่ต้องการให้มันสูญหายไปกับกลองชุดแบบมาตรฐานที่เน้นแค่กระเดื่อง สแนร์ และฉาบไฮแฮท

เขาทำงานร่วมกับ จอห์น กู๊ด เพื่อออกแบบชุดกลองที่เน้นการสร้างเสียงที่แตกต่างอย่างสุดขั้ว โดยใช้ทิมบาเลสทองเหลืองขนาด 10 และ 12 นิ้ว มาเป็นตัวชูโรง ร่วมกับกลองไม้เมเปิลขนาด 10 และ 16 นิ้ว สแนร์ขนาดเล็ก และกระเดื่องขนาด 20 คูณ 16 นิ้ว แทนที่จะเลือกขนาดกลองทอมมาตรฐานทั่วไป สตีเฟนจงใจสร้างชุดเสียงที่มีความสูงต่ำต่างกันอย่างชัดเจน เพื่อให้เขาสามารถสื่อสารผ่านเสียงกลองเหมือนกับการพูดด้วยภาษาที่หลากหลาย

การจัดวางพื้นที่เสียงในบทเพลง

การตั้งค่าที่แหวกแนวนี้ทำให้ สตีเฟน เปลี่ยนวิธีคิดในการเรียบเรียงเพลงไปโดยสิ้นเชิง เมื่อเขามีเครื่องดนตรีที่มีโทนเสียงสูงอย่างบองโก้และทิมบาเลส ผสมผสานกับกลองที่มีเสียงต่ำลึก เขาจึงค้นพบว่ากลองชุดของเขาสามารถเข้าและออกจากการบันทึกเสียงได้อย่างอิสระโดยไม่ไปแย่งพื้นที่เสียงของเครื่องดนตรีอื่น

สตีเฟนเปรียบเทียบการมิกซ์เพลงว่าเหมือนกับการจัดสรรพื้นที่ในอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องดูว่าใครควรอยู่ตรงไหน เมื่อเขามีตัวเลือกของกลองที่จำกัดแต่ทรงพลัง ทุกชิ้นจึงมีหน้าที่ของมัน เขาอธิบายว่านี่คือวิธีที่ทำให้เสียงสูงและต่ำปรากฏตัวและจางหายไปในบทเพลงได้อย่างมีชั้นเชิง และบางครั้งการเลือกที่จะไม่ตีอะไรเลยกลับเป็นการตัดสินใจที่ทรงพลังที่สุด

จิตวิญญาณที่ซ่อนอยู่ในงานฝีมือ

ความสัมพันธ์ระหว่าง สตีเฟน และ จอห์น กู๊ด นั้นลึกซึ้งกว่าแค่การเลือกสีจากแคตตาล็อก ทั้งคู่ใช้เวลาพูดคุยเกี่ยวกับโทนเสียงและโน้ตที่ สตีเฟน ตามหา ก่อนที่จะตกลงเลือกชนิดของไม้ ความหนาของเชลล์ หรือโครงสร้างต่าง ๆ กลองชุดนี้จึงไม่ใช่แค่เครื่องมือที่ถูกเลือกมาใช้หลังจากเพลงเสร็จสิ้น แต่มันเป็นเครื่องดนตรีที่เข้ามามีอิทธิพลต่อทิศทางของดนตรีและเผยให้เห็นตัวตนอีกด้านของมือกลอง

รูปลักษณ์ภายนอกของมันก็โดดเด่นไม่แพ้กันด้วยสีที่เรียกว่า ออเรนจ์ เฟลม ซึ่งเป็นการผสมผสานสีส้มและสีแดงเข้ากับเศษแก้วบดเพื่อให้เกิดประกายระยิบระยับคล้ายกับสีของรถแต่งรุ่นเก่า สีสันและรายละเอียดเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นเพียงชุดเดียวในโลก ทำให้มันกลายเป็นเครื่องดนตรีที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างแท้จริง

ร่องรอยแห่งประสบการณ์บนผืนไม้

เมื่อเวลาผ่านไป กลองชุดนี้ไม่ได้หยุดนิ่งอยู่กับที่ หลังจากการออกทัวร์นับเดือนหรืออาจจะนานเป็นปี สตีเฟนต้องการขยายขีดจำกัดของมันอีก เขาจึงเพิ่มฟลอร์ทอมขนาด 18 นิ้ว และกระเดื่องขนาด 24 นิ้ว ที่หุ้มด้วยวัสดุลายไซเคเดลิก ซึ่งกลายเป็นส่วนเสริมที่หายากเพราะวัสดุนั้นเป็นรอยง่ายจนไม่ถูกนำไปผลิตจริง กลองชุดที่เคยมีกระเดื่องเดียวจึงกลายเป็นชุดที่มีกระเดื่องคู่และฟลอร์ทอมคู่ในที่สุด

สิ่งที่ทำให้กลองชุดนี้มีความหมายไม่ใช่แค่ความหายาก แต่มันคือการเดินทางที่กลองชุดนี้ได้ผ่านพ้นมา ทั้งในสตูดิโอและบนเวทีคอนเสิร์ตที่ สตีเฟน พาไปทั่วทุกที่ ร่องรอยที่ปรากฏบนผิวกลองจึงไม่ใช่ความเสียหาย แต่มันคือเครื่องหมายของประสบการณ์และเป็นม้างานที่ช่วยขยายจินตนาการทางดนตรีของเขามาตลอดหลายปี หากคุณมีเครื่องดนตรีที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาด้วยกันนานขนาดนี้ คุณจะมองว่าร่องรอยเหล่านั้นเป็นความงดงามหรือเป็นสิ่งที่ต้องรีบซ่อมแซมให้กลับมาใหม่กันแน่