การทำความสะอาดบ้านอาจดูเป็นงานที่หนักหน่วง โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ไม่ค่อยมีประสบการณ์ หรือมีเวลาน้อย แต่ถ้าเรามีความรู้และเทคนิคที่เหมาะสม เราก็สามารถทำให้งานบ้านกลายเป็นเรื่องสนุกและได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจได้ เริ่มต้นจากการวางแผนกำหนดตารางทำความสะอาด เช่น กำหนดวันที่ทำความสะอาดห้องครัว ห้องน้ำ พื้น ผนัง เพดาน เฟอร์นิเจอร์ สิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ การแบ่งงานออกเป็นส่วนเล็กๆ จะช่วยลดความรู้สึกเหนื่อยหน่ายและทำให้เราเห็นความคืบหน้าของการทำงานได้ชัดเจนยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การเตรียมอุปกรณ์ทำความสะอาดให้พร้อม เช่น ผ้าไมโครไฟเบอร์ น้ำยาทำความสะอาด ถุงมือ แปรงขัดพื้น ก็จะช่วยประหยัดเวลาและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำความสะอาด [อ้างอิง: เว็บไซต์ Livingetc](https://www.livingetc.com/how-to/cleaning/a30571/easy-house-cleaning-tips/)
เมื่อเริ่มลงมือทำความสะอาด ควรเน้นไปที่จุดสำคัญก่อน เช่น ห้องน้ำ ซึ่งเป็นบริเวณที่สกปรกและเสี่ยงต่อการเกิดเชื้อโรคมากที่สุด ใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่เหมาะสมกับประเภทของพื้นผิว เช่น สารกัดกร่อนสำหรับคราบตะกรัน คราบสบู่ หรือน้ำยาฆ่าเชื้อโรคสำหรับกำจัดแบคทีเรียและไวรัส หลังจากนั้นจึงค่อยทำความสะอาดส่วนอื่นๆ ของบ้าน ตามลำดับความสำคัญ อาจเริ่มจากห้องนอน ห้องนั่งเล่น ห้องครัว แล้วจบด้วยการทำความสะอาดพื้นและเฟอร์นิเจอร์ อย่าลืมเปิดหน้าต่างหรือประตูเพื่อให้มีการถ่ายเทอากาศที่ดี ช่วยลดกลิ่นอับและทำให้บ้านเย็นสบายมากขึ้น [อ้างอิง: หนังสือ ‘The Complete Book of Home Cleaning’ by Toni Hammersley](https://books.google.co.th/books/about/The_Complete_Book_of_Home_Cleaning.html?id=qWkQAAAAMAAJ&redir_esc=y)
สุดท้าย การดูแลรักษาความสะอาดหลังจากทำความสะอาด เป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือการจัดเก็บข้าวของเข้าที่เสมอ เมื่อไม่ได้ใช้งาน การทำความสะอาดคราบสกปรกทันทีที่เกิดขึ้น และการหมั่นทำความสะอาดตามระยะเวลาที่กำหนด เช่น กวาดพื้น ถูพื้น เช็ดกระจก ล้างห้องน้ำ เป็นต้น การทำเช่นนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้สิ่งสกปรกสะสมจนเกินไป ทำให้บ้านของเรายังคงสะอาด สดใส และน่าอยู่ตลอดเวลา นอกจากนี้ การปลูกฝังนิสัยรักความสะอาดให้กับสมาชิกทุกคนในครอบครัว ก็จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้บ้านของเราสะอาดได้นานๆ [อ้างอิง: บล็อก Cleanipedia](https://cleanipedia.com/th/home-cleaning-tips)